กลิ่นปาก

posted on 06 Aug 2009 18:42 by geevon  in knowlage

วิธีการแก้ปัญหา กลิ่นปาก บริหารเสน่ห์ให้กับตัวคุณเอง
กลิ่นปาก มีวิธีทดสอบง่ายๆ คือ อ้าปาก แล้วหายใจออกแรงๆ รดมือตัวเอง สูดหายใจลึกๆ ทันที เพื่อตรวจดูว่า ตัวเองมี "กลิ่นปาก" หรือเปล่า

สาเหตุ เกิดจาก โรคภายในช่องปาก มากกว่าสาเหตุอื่นๆ อาทิ

1. การรักษาสุขภาพช่องปากไม่ดี เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ยิ่งคนที่สูบบุหรี่มีคราบนิโคตินสะสมบนหินปูนที่เกาะบนตัวฟัน มีโอกาสเกิดกลิ่นปากมาก

2. มีเศษอาหารติดค้างในช่องปาก อาจเนื่องจากมีฟันผุเป็นบริเวณกว้าง ปัจจัยเสริมให้มีเศษอาหารติดได้แก่ การใส่ฟันปลอม, การใส่เครื่องมือจัดฟัน, การมีฟันซ้อนเก

3. เหงือกอักเสบ

4. หลังการถอนฟัน หรือมีแผลในปาก มีเลือดออกจากสาเหตุต่างๆ เนื่องจากลิ่มเลือดเป็นอาหารของแบคทีเรีย ย่อยสลายส่งกลิ่นได้

สาเหตุภายนอกช่องปาก อาจเกิดจากระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ เช่น โรคกระเพาะอาหารหรืออาการท้องอืด, ท้องเฟ้อ, ท้องผูก, โรคไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ, ไข้หวัด เป็นต้น

การป้องกันและรักษา คือ รู้จักการแปรงฟันที่ถูกวิธีหลังมื้ออาหาร การใช้เครื่องมือช่วยทำความสะอาดซอกฟัน รักษาสุขภาพช่องปาก บูรณะฟันที่ผุ ขูดหินปูน รักษาโรคปริทันต์ ถอนฟันที่ไม่สามารถบูรณะ (อุด) ได้ วิธีเหล่านี้จะช่วยลดการสะสมและบูดเน่าของเศษอาหารตกค้าง ซึ่งจะแก้กลิ่นปากได้

สำหรับหลายๆ คนที่ใช้ น้ำยาบ้วนปาก ชนิดผสมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคช่วยระงับกลิ่นนั้น ปกติแล้วน้ำยาชนิดนี้เหมาะใช้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาไม่สามารถทำความสะอาดช่องปากด้วยวิธีอื่นๆ เช่น ผู้ที่ขากรรไกรหักต้องเข้าเฝือกมัดฟันบนและฟันล่างไว้ด้วยกัน ทำให้อ้าปากไม่ได้ แต่แพทย์หรือทันตแพทย์ผู้รักษาจะไม่ให้ผู้ป่วยใช้น้ำยาชนิดนี้ประจำ เพราะทำให้เสียสมดุลของเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราในช่องปาก มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย

เม็ดอมระงับกลิ่นปาก ก็เป็นสิ่งยอดนิยมของผู้มีกลิ่นปาก และไม่มีกลิ่นปากทั้งหลาย โดยมากเม็ดอมหรือหมากฝรั่งมีองค์ประกอบหลักคือน้ำตาล นอกนั้นเป็นสารปรุงรส, แต่งกลิ่น การบริโภคเม็ดอมหรือหมากฝรั่งระงับกลิ่นปาก อาจให้ผลเฉพาะหน้าที่น่าพอใจ แต่มีข้อพึงระวังคือ ถ้าบริโภคบ่อยครั้งต่อวันอาจทำให้สิ้นเปลือง และมีปัญหาโรคฟันผุตามมา

แต่ถ้าเป็นคนไม่ชอบพูดชอบคุย นิ่งเงียบ ไม่อ้าปากพูด อาจมีการบูดเน่าของน้ำลายในปากได้ เพราะมีการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ น้ำลายไม่มีการหมุนเวียนก็จะทำให้น้ำลายบูดและเกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน

 

ปากไม่ตรงกับใจ-ชิน ชินวุฒิ

สูตรบำรุงผิว

posted on 06 Aug 2009 18:37 by geevon  in knowlage

สูตรบำรุงผิว

สูตรขจัดสิวหัวดำ
นำมะเขือเทศสดมาปั่นรวมกับข้าวโอ๊ตให้เข้ากัน แล้วผสมน้ำผึ้งสักเล็กน้อยนำมาทา   บนใบหน้าให้ทั่ว เน้นเป็นพิเศษบริเวณที่มีสิวหัวดำ แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น
 
มาร์คพอกหน้าสูตรใบเตย
นำใบเตย4-5 ใบมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำไปปั่นรวมกับไข่ไก่ 2ช้อนโต๊ะจะได้มาร์คพอกหน้าเป็นครีมข้นๆ หอมกลิ่นใบเตย  พอกหน้าไว้ประมาณ   5-10 นาที แล้วล้างหน้าตามปกติ

 ถนอมผิวหน้าด้วยโยเกิร์ต
ล้างหน้าให้สะอาด ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู แล้วใช้มือแตะโยเกิร์ต(ให้ใช้ชนิดที่ไม่ผสมเนื้อผลไม้) มาพอกให้ทั่วผิวหน้า  เว้นรอบปากและดวงตา  นวดและคลีงเบาๆ   พอกไว้ประมาณ 20 นาที   จึงล้างออก   หมั่นทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง  ผิวจะเปล่งปลั่งสดใสอมชมพูทีเดียวค่ะ
 
ครีมพอกหน้าสำหรับสาวผิวมันและผิวผสม
ให้ใช้แตงกวา1 ผล ไขไก่ 1 ฟอง (ใช้เฉพาะไข่ขาว) และมะนาว 1 เสี้ยว หั่นแตงกวาเป็นแว่นบางๆ นำไปปั่นพร้อมกับไข่ขาวและบีบน้ำมะนาวลงไป ปั่นจนละเอียดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน   นำมาพอกให้ทั่วใบหน้า   เว้นรอบปากและดวงตาไว้    ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงล้างหน้าตามปกติ หมั่นทำบ่อยๆ ทุกสัปดาห์ จะช่วยลดความมันส่วนเกิน และยังช่วยสมานผิวหน้า กระชับรูขุมขน  ช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียน เต่งตึง   และนวลนุ่มชุมชื่น
 
เพื่อเรียวขาสวย
ก่อนนอน นำมะนาวเปรี้ยวๆสักหนึ่งเสี้ยว บีบลงในดินสอพองพอหมาด   ทาให้ทั่วขา ทิ้งไว้สักหนึ่งคืน รุ่งเช้าค่อยล้างออก แม้จะไม่ทำให้ขาเนียนขึ้นทันตาเห็น แต่หากทำเป็นประจำ ยืนยันว่าได้ผลค่ะ

ลบรอยกระด่างดำบนใบหน้าด้วยมะละกอสุก
นำมะละกอสุกมายีให้ละเอียด พอกหน้า ทิ้งไว้ สัก 10 นาที แล้วจึงล้างออก จะช่วยให้ ใบหน้าที่มีรอยด่างดำดูดีขึ้น

สูตรรักษาฝ้า
คั้นน้ำมะขามเปียก ให้ค่อนข้างใสสักหน่อย ตั้งไฟอ่อน รอจนสุก จึงใส่น้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้ต้องทำพร้อมกัน คือมือหนึ่งเท อีกมือก็คนให้ทั่ว นำมาทาหน้า วันละ 1 ชั่วโมง ช่วยรักษาฝ้า และทำให้ผิวหน้านวลใสขึ้น

สูตรสาวหน้าใส
ส่วนผสม น้ำผึ้ง น้ำมะนาว ผสมน้ำผึ้ง 1 ถ้วย น้ำมะนาว 1 ช้อนชา เข้าด้วยกัน นำมานวดให้ทั่วใบหน้า มะนาว จะช่วยขจัดเซลล์ผิว เหมือนครีมที่มีส่วนผสมAHA นั่นแหละ ส่วนน้ำผึ้ง ทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น นวดประมาณ 15 นาที

สูตรลดริ้วรอย
เลือกใช้ผลไม้ที่หาง่าย จะเป็นแอปเปิ้ล กล้วยหอม แตงกวา หรือมะเขือเทศก็ได้ค่ะ ใช้ปริมาณ 1 ถ้วย นำมาปอกเปลือกและเอาเมล็ดออก นำไปปั่นให้เนื้อละเอียด นำเนื้อผลไม้ที่เตรียมไว้ มาพอกให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก และล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นอีกครั้ง จะทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม เกลี้ยงเกลา แลดูสดใส

สูตรกระชับรูขุมขน
กล้วยหอม แตงกวา มะเขือเทศ (เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง) ปอกเปลือก เอาเมล็ดออก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมนมเปรี้ยวหรือน้ำผึ้งลงไป นำไปปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อครีม นำมาพอกให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ ประมาณ 15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยทำความสะอาดใบหน้า และช่วยกระชับรูขุมขน และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น

สูตรพิฆาตสิวเสี้ยน
นำไข่ขาว มาทาบาง ๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน แล้วใช้กระดาษทิชชูหรือกระดาษซับหน้าแค่ชั้นเดียว วางทับลงไป รอให้แห้ง แล้วค่อย ๆ ดึงกระดาษออก โดยดึงจากมุมด้านล่าง สิ้วเสี้ยนที่เคยเป็นเสี้ยนหนามตำใจจะหลุดออกมาอย่างง่ายดายค่ะ

เคลนเซอร์สำหรับทุกสภาพผิว
โยเกิร์ต 1/2 ถ้วยน้ำมันดอกทานตะวัน 1 ช้อนโต๊ะน้ำมะนาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ (คั้นสด ๆ นะคะ)นำส่วนผสมทั้งหมด มาผสมให้เข้ากัน พอกให้ทั่วหน้าทุกเช้าและก่อนนอน แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดจะช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างล้ำลึก และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอีกด้วย

สูตรสาวผมสวย
ผมนุ่มสลวยด้วยแชมพูจากมะกรุด วิธีทำ ใส่น้ำ2 แก้ว ลงไปต้มให้เดือด ใส่มะกรูด 1 ลูก ผ่าซีกลงไป ปิดฝาปิดไฟ ทิ้งไว้ 5 นาที นำมากรองเอาแต่น้ำ นำน้ำมะกรูดที่ได้มาสระผม จะช่วยให้ผมนุ่มสลวยแถมและไร้รังแคด้วยค่ะ

ครีมนวดผมสำหรับผมแห้ง
น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับ ไข่แดง 1 ฟอง นำมาตีให้เข้ากัน นวดให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงจะทำให้ผมนิ่มสลวย ดูมีน้ำหนัก และจัดทรงง่าย


ผมสวยด้วยแชมพูไข่
ถ้าผมแห้งมาก ใช้ไข่ 1 ฟอง เลือกเอาเฉพาะไข่แดง ตีให้ละเอียดผสมน้ำอุ่นเล็กน้อย หลังจากสระผมนำมาหมักให้ทั่วเส้นผม โดยทิ้งไว้ 10 นาที จึงล้างออก จะทำให้เส้นผมนุ่มสลวย ไม่หยาบมือ

ทรีทเม้นท์ไข่และแตงกวา
นำไข่ (ใช้ทั้งไข่ขาวและไข่แดง) ตีให้เข้ากัน เติมน้ำมันมะกอกลงไปในปริมาณที่ใกล้เคึยงกัน นำมาผสมกับแตงกวาซึ่งปั่นจนละเอียด (ใช้ 1/4 ลูก) พอกให้ทั่วเส้นผมประมาณ 10 นาที ทำเพียงเดือนละครั้ง ช่วยบำรุงผมให้นิ่มสลวย เหมาะกับผมที่แห้งกรอบจากความร้อน

ครีมนวดผมสูตรน้ำผึ้ง
น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย น้ำมันมะกอก 1/4 ถ้วย ถ้าผมไม่แห้งนักใช้เพียง 2 ช้อนโต๊ะก็พอค่ะ ผสมน้ำผึ้งกับน้ำมันมะกอกให้เข้ากัน นำมาหมักให้ทั่วเส้นผม ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นสระผมให้สะอาดอีกครั้งค่ะ เหมาะกับคนที่ผมแห้ง จนเสียสวยค่ะ


ิผิวเรียบเนียนด้วยกาแฟบด
ก็บรรดา ครีมขจัดเซลลูไลต์ ที่ราคาแสนแพงน่ะ มีคาเฟอีนอยู่ด้วย ซึ่งช่วยกระตุ้นการขจัดเซลล์ไขมันและยังขัดผิวให้เรียบเนียน แต่อาจจะดูยุ่งยากกว่าการใช้ครีมกระปุกอยู่บ้าง จึงควรทำในห้องน้ำ และก่อนที่จะลงมือขัดผิวด้วยกาแฟอย่าลืมปูพื้นห้องน้ำด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ เพื่อป้องกันท่อน้ำตันค่ะสูตรนี้ใช้กับผิวกายนะคะ ห้ามใช้กับผิวหน้าค่ะและในระหว่างที่ขัดผิว หากมีนวดไปด้วย จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวพรรณสดใสขึ้นได้ค่ะ

 

sandwich-Black Vanilla

สวยประหยัด

posted on 04 Aug 2009 18:16 by geevon  in knowlage

สวยแบบประหยัด

 

ใครที่อยากสวย แต่ไม่อยากเสียเงินแพง ๆ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเคล็ดลับในการสวยแบบประหยัดมาฝาก...

- ผลไม้มาร์คหน้า

การนำผลไม้ที่รับประทานเป็นประจำมามาร์คหน้า คือการประหยัดและยังช่วยในการดูแลผิวแบบธรรมชาติ ผลไม้หลาย ๆ ประเภท จะมีสารสกัดที่ดีต่อผิว เช่น ผลไม้ไม้เปรี้ยว ๆ อย่าง สับปะรด, มะม่วงสุก, มะเฟือง, ส้ม ฯลฯ ที่มีกรดผลไม้ที่ดีต่อการทำให้ผิวขาวใส เรียบเนียน ขอแนะนำว่าควรผสมอย่างอื่นเพื่อลดความเป็นกรดลงด้วย เช่น โยเกิร์ตหรือน้ำผึ้ง

- สครับริมฝีปาก

ริมฝีปากที่นุ่ม ชุ่มชื่นทำให้ดูดีขึ้น วิธีประหยัด คือ การนำกระวานป่น 1 ช้อนชา มาขัดริมฝีปากหลังล้างหน้า ถึงแม้จะมีรสเผ็ด แต่ได้ผลดีต่อริมฝีปาก จากนั้นล้างออกแล้วบำรุงด้วยลิปบาล์มอีกครั้ง

- อบไอน้ำสมุนไพร

อบไอน้ำแบบประหยัด คือ นำใบมะกรูด ข่า ขิง มะนาว มาต้มในหม้อให้พออุ่น จากนั้นวางพักในจุดที่พอก้มหน้าให้ไอร้อนสัมผัสผิวได้อ่อน ๆ หรืออาจนำผ้ามาคลุมศีรษะและหม้อน้ำให้ไอน้ำไม่ระเหยเร็วก็ได้ ความร้อนและสมุนไพร จะช่วยเปิดรูขุมขนและดีท็อกซ์ให้ผิวหน้าให้สะอาดสดใส จากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับผิวอีกรอบ

- ผลไม้เพื่อผมสวย

ลองนำ กล้วยน้ำว้า แตงโม น้ำส้ม และน้ำมะกรูด มาบดผสมรวมกัน แล้วนำมาหมักเส้นผมทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก จะทำให้เส้นผมมีได้กลิ่นหอม ๆ จากผลไม้แล้ว ยังทำให้เส้นผมได้รับคุณค่าบำรุงใหม่ ๆ อีกด้วย

ถ้าอยากสวยแบบประหยัด ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

 

วิธีกรีดอายไลเนอร์

posted on 04 Aug 2009 17:57 by geevon  in knowlage

  

วิธี กรีด อายไลเนอร์

 

การเขียนอายไลเนอร์นั้น หากเป็นการแต่งหน้าธรรมดา ก็เขียนแต่เพียงขอบตาบนก็พอ เพื่อให้ขอบตาชัดขึ้น ทำให้ดูตากลมโตขี้นค่ะ
 * ก่อนอื่นหลับตาข้างที่ต้องการจะเขียน
 * สำหรับ ขอบตาบนค่อย ๆ ลากเส้นอายไลเนอร์จากหัวตา ไม่ต้องติดหัวตามากนะคะ เว้นระยะไว้นิดนึง หรือ ลากมาจากเส้นขอบขนตา มายังหางตา และเขียนให้ติดขนตาให้มากทีสุด
 * เมื่อถึงหางตาก็ตวัดอายไลเนอร์ขั้นนิดนึง เพื่อให้หางตาดูสวยขึ้น
 * หากมีการเลอะของอายไลเนอร์ ให้ใช้คัดเติลบัชเช็ดอายไลเนอร์ที่เลอะออกได้ค่ะ แต่ต้องเร็วหน่อยนะคะ ก่อนที่อายไลเนอร์จะแห้ง
 * เพียงเท่านี้ คุณก็จะมีดวงตาคู่สวยได้แล้วค่ะ


ทริปเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับสาว ๆ นะคะ สำหรับสาว ๆ ที่มีตาโตอยู่แล้วนั้น กรีดเพียงบาง ๆ ก็พอค่ะ ตาจะดูสวยซึ้งขึ้น แต่สาว ๆ ที่มีดวงดาเล็ก หรือสาวหมวยก็เขียนเป็นเส้นหนาขึ้นได้ค่ะ เพื่อให้ดวงตาดูโตขึ้น

รองเท้ากัด

posted on 04 Aug 2009 17:52 by geevon  in knowlage

 

รองเท้ากัด



มักจะเป็นปัญหาของคนที่ซื้อรองเท้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าหนัง รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าพลาสติก เมื่อถูกกัดแล้วจะทำให้เกิดแผลและเกิดอาการปวด ทำให้เดินไม่สะดวก แถมยังเสียบุคลิกภาพอีกด้วย วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีแก้มาฝากกัน..


วิธีแก้ คือ
ทาปิโตรเลียมเจลข้างในรองเท้า ทิ้งไว้ข้ามคืน เช็ดออกด้วยผ้าให้สะอาดแล้วค่อยสวม หรือทาน้ำมันมะพร้าวด้านในรองเท้า สามคืนติดต่อกัน น้ำมันมะพร้าวจะช่วยให้รองเท้านุ่มขึ้น หรือใครที่ไม่ชอบความมัน ก็ลองฝานมันฝรั่งดิบเป็นแผ่น ๆ วางไว้ในรองเท้า โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้า ทำซ้ำเช่นนี้สองคืน


วิธีรักษา
และลดอาการเจ็บเมื่อโดนรองเท้ากัด คือ ใช้แป้งข้าวเจ้าผสมน้ำให้พอข้น ทาบนบริเวณที่โดนรองเท้ากัด ทิ้งไว้จนแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น เช็ดให้แห้ง จะช่วยลดความเจ็บแสบลง หรือจะใช้ใบสะเดาสองสามใบ ผสมกับผงขมิ้น เติมน้ำ แล้วบดให้กลายเป็นครีมข้น ทาลงบนแผลรองเท้ากัด วิธีนี้จะช่วยลดอาการเจ็บลงได้ อีกทั้งยังช่วยให้แผลแห้ง


ใส่รองเท้าคู่ใหม่ครั้งต่อไป ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สะเก็ดเงิน

posted on 04 Aug 2009 17:43 by geevon  in knowlage

โรคสะเก็ดเงิน-เรื้อนกวาง/Psoriasis-โซริอาซิส 

โซริอาซิส หรือ สะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังเรื่อรัง ซึ่งเกิดจากการหนาตัวของชั้นผิวหนังกำพร้า พบได้
ประมาณ ร้อยละ 1-3 ของคนทั่วไป ชายและหญิงพบได้ในอัตราพอๆกัน  พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่จะพบ
มากในช่วงอายุ  10-30 ปี ประมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วย  มักจะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย

สาเหตุ
โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางกรรมพันธุ์  จากการศึกษาพบว่า
 เซลส์ผิวหนังตรงบริเวณที่เป็นโรค จะมีการแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ และเคลื่อนตัวจากชั้นใต้ผิวหนังมาที่ผิวนอก
ในเวลาประมาณ 4 วัน ( ในคนปกติจะใช้เวลาประมาณ 26 วัน) ทำให้ผิวหนังเกิดการหนาตัวขึ้นเป็นปื้น 
ในขณะเดียวกันเซลส์ผิวหนังขาดแรงยึดเหนี่ยวตามปกติ ทำให้สารเคราติน (Keratin) บนชั้นนอกสุดของ
ผิวหนังหลุดลอกออกเป็นแผ่นๆได้ง่าย

นอกจากนี้ยังพบว่าความผิดปกติอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับเซลส์ผิวหนังของผู้ป่วย เช่น ความผิดปกติในเมตาโบลิซึม
ของ กรดอาราชิโดนิก (arachidonic acid) และความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกัน (immune) ของผิวหนัง
เป็นต้น
มักพบมีอาการกำเริบในเวลามีภาวะเครียดทางร่างกายและจิตใจที่มากเกินไป การติดเชื้อ ( เช่นเชื้อสเตรป
โตค็อกคัส)
 การได้รับบาดเจ็บ การขูดข่วนผิวหนัง การแพ้แดด การแพ้ยา ( เช่นยาคลอโรควิน ยาปิดกั้นเบต้า  ลิเทียม  ยาเม็ด
คุมกำเนิด ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์)


อาการ
ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ผิวหนังส่วน ศีรษะ เล็บ และข้อ อาการแบบเป็นๆหายๆที่ผิวหนัง ตอนเริ่ม
กำเริบ ใหม่ๆ จะเป็นตุ่มแดง ขอบเขตชัดเจน และมีขุยสีขาว (สีเงิน) อยู่ที่ผิว ต่อมาตุ่มจะค่อยๆขยายออก
จนกลายเป็น ปื้นใหญ่ๆ หนา และขุยสีขาวที่ผิวจะหนาตัวขึ้น เห็นเป็นเกล็ดสีเงิน (ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงเรียก
ว่าโรคเกล็ดเงิน หรือสะเก็ดเงิน) เกล็ดนี้จะร่วงเวลาถอดเสื้อผ้าหรือเวลาเดินไปไหนมาไหน หรือร่วงอยู่ตาม
เก้าอี้หรือที่นอน ถ้าขูด เอาเกล็ดออกจะมีรอยเลือดออกซิบๆ รอยโรคลักษณะนี้เรียกว่า
  โซริอาซิสชนิดปื้นหนา (psoriasis vulgaris  หรือ plaque)  ดูคล้ายอาการของโรคกลาก ผื่นแพ้
จากกรรมพันธุ์ ความผิดปกติดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ที่ ผิวหนังทุกส่วน แต่มักจะพบที่บริเวณหนังศีรษะ 
และผิวหนังส่วนที่เป็นปุ่มนูนของกระดูก เช่น ข้อศอก ข้อเข่า  ก้นกบ หน้าแข้ง รอยโรคจะมีขนาดต่างๆกัน 
นอกจากนี้รอยโรคลักษณะดังกล่าวยังชอบขึ้นตามบริเวณผิวหนัง ที่เคยได้รับการบาดเจ็บหรือช้ำ เช่น
รอยบาดแผล  รอยขีดข่วน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีรอยโรคลักษณะดังกล่าว เป็นปื้นหนาๆ ขึ้นๆ ยุบๆ อยู่ตลอด
เวลา ไม่หายขาด แต่  ผู้ป่วยบางรายอาจมีรอยโรคเป็นลักษณะอื่น เช่นเป็นตุ่มหรือผื่นเล็กๆ มักขึ้นในผู้ที่มี
อายุน้อยกว่า และมักเกิดขึ้นหลัง
จากเป็นโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น  ผื่นจะลามไปทั่วทั้งตัวอย่างรวดเร็วและก็หายเร็วกว่า ไม่
เป็นแบบ เรื้อรังแบบปื้นหนา รอยโรคแบบนี้เรียกว่า โซริอาซิส ชนิดตุ่มเล็ก (guttate psoriasis) ดูคล้ายอาการของ โรค,ผื่นพีอาร์ ผื่นแพ้ยา และผื่นซิฟิลิส
บางรายอาจขึ้นเป็นรอยแดง มีขอบเขตชัดเจน ไม่ค่อยมีขุย ซึ่งขึ้นตามข้อพับ รักแร้ หรือบริเวณขาหนีบ 
เรียกว่า  โซริอาซิสชนิดรอยพับ (flexural psoriasis) ดูคล้ายอาการของโรคสังคัง โรคเชื้อราแคนดิดา
บางรายอาจขึ้นเป็นตุ่มหนองบนผื่นสีแดง เรียกว่า โซริอาซิสชนิดตุ่มหนอง (pustular psoriasis) เป็นตุ่ม หนองชนิดไม่มีติดเชื้อ (sterile psoriasis) ถ้ามีตุ่มหนองขึ้นทั่วตัว ผู้ป่วยจะมีไข้อ่อนเพลียร่วมด้วย

ในรายที่โรคกำเริบมาก จะขึ้นเป็นผื่นแดงและเป็นเกล็ดทั่วตัว (psoriatic erythroderma) ผู้ป่วย
อาจเป็น โซริอาซิสชนิดแบบปื้นหนามาก่อนก็ได้ และมักจะมีอาการกำเริบเมื่อเกิดภาวะเครียดทางร่างกาย
หรือจิตใจ  แพ้ยา  หรือติดเชื้อ หรือหลังจากหยุดยาสเตียรอยด์หลังจากที่กินมาเป็นประจำ ผู้ป่วยจะมีไข้
อ่อนเพลียร่วมด้วย
บางรายอาจมีผื่นที่ศีรษะนำมาก่อน ก่อนที่จะมีผื่นขึ้นตามลำตัวลักษณะเป็นผื่นแดง ขอบเขตชัดเจนและมี
เกล็ดหนา 
บางครั้งอาจลามมาที่หน้าผาก ผมมักไม่ร่วง ลักษณะคล้ายโรคกลากที่ศีรษะ หรือ รังแค

โรคนี้ยังชอบขึ้นที่เล็บ ทำให้เกิดอาการได้หลายลักษณะเช่น เล็บเป็นหลุม ตัวเล็บขรุขระ เล็บแยกตัวออกจากผิวหนัง (onycholysis) ผิวใต้เล็บหนา (subungual keratosis) มักมีอาการร่วม
กับข้ออักเสบและเนื้อเยื่อขอบเล็บ อักเวบ บางครั้งอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราร่วมด้วย และอาจทำให้
เข้าใจว่าเป็นโรคเชื้อกลากที่เล็บ หรือโรคเชื้อราแคนดิดาที่เล็บ

ประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยจะมีการอักเสบของข้อ (psoriatic arthropathy) ร่วมด้วยมักพบที่ข้อนิ้ว
มือนิ้วเท้า  ผู้ป่วยที่มีข้ออักเสบร่วมด้วยมักมีอาการทางผิวหนังรุนแรงมากกว่าปกติ

การรักษา
หากสงสัยควรปรึกษาแพทย์ โดยทั่วไปแล้วมักจะวินิจฉัยจากอาการแสดงออกของโรค แต่บางรายที่อาการไม่แน่ชัด
อาจจะต้องทำการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังออกไปทำการตรวจพิสูจน์ (biopsy)

1 สำหรับรอยโรคที่ผิวหนัง ในรายที่เป็นน้อย มีรอยโรคไม่กี่แห่งจะให้ทาครีมสเตียรอยด์ เช่นครีมไตร
   แอมซิโนโลน อะเซโนไทด์ หรือขี้ผึ่งน้ำมันดิน หรือโคลทาร์ ขนาด 1-5 % หรืออาจใช้ทั้งสองอย่างสลับกัน 
   เพื่อป้องกันการดื้อยา
   ในรายที่เป็นมากขึ้น อาจหลีกเลี่ยงการใช้ครีมสเตียรอยด์ หรือใช้ทาเฉพาะบริเวณที่เป็นปื้นหนา  บางครั้ง
   แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยนอนอาบแดด (ช่วงระหว่าง 10.00-14.00 น.) โดยเริ่มอาบด้านละ 5-10 นาที
   ก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มระยะเวลานานขึ้น จนถึงขั้นทำให้เกิดรอยแดงเรื่อๆที่ผิวหนังภายใน 24 ชั่วโมงหลัง
   อาบแดด  (ส่วนใหญ่จะอาบแดดนานประมาณ 15-20 นาที) ทำประมาณสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะช่วยให้
   ผื่นยุบได้ภายในไม่กี่ สัปดาห์ ข้อควรระวังก็คืออย่าอาบแดดนานเกินไป  และควรใช้ผ้าคลุมหน้า เพื่อป้องกัน
   มิให้หน้าถูกแสงแดดมากเกินไป บางรายอาจแพ้แดดทำให้เกิดอาการกำเริบได้
   บางรายแพทย์อาจให้ทาขึ้ผึ่งแอนทราลินพร้อมกับการอาบแดด ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่อาจใช้วิธี
   รักษาโดยการ ให้อาบแสงอุลตราไวโอเล็ต บี (UVB) แทนการอาบแดดก็ได้

ในรายที่มีรอยโรคชนิดปื้นหนา (plaque) เป็นส่วนใหญ่ อาจใช้ขี้ผึ้งแอนทราลิน (มีชื่อทางการค้าเช่น แอนทรานอล ชนิด 1 % (Anthranol) ทาเฉพาะส่วนที่เป็นปื้นหนา ทิ้งไว้นาน 30 นาที แล้วล้างออกด้วยสบู่ ทำวันละครั้ง ถ้าไม่ มีอาการระคายผิวหนังให้เพิ่มขนาดความเข้มข้นขึ้นไปทุก 3-5 วัน เป็นชนิด 2 % และ 
4% ตามลำดับแล้วคงความ แรงของยาขนาดนั้นไปเรื่อยๆ ถ้าได้ผลผื่นจะยุบหายภายใน 3-4 สัปดาห์ 

ข้อควรระวัง ยานี้อาจระคายเคือง ถ้าพบ อาการระคายเคืองควรหยุดยา ยานี้ห้ามใช้ทาบนใบหน้า ข้อพับ 
และบริเวณอวัยวะเพศ

2 สำหรับรอยโรคที่หนังศีรษะ ให้ผู้ป่วยสระผมด้วยแชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำมันดิน สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง 
   ในรายที่มีขุยที่ศีรษะมากอาจใช้โลชั่นที่เข้าสเตียรอยด์ (steroid scalp lotion) ทาวันละ 1-2 ครั้ง

3 สำหรับรอยโรคที่เล็บหรือรอยปื้นหนาที่ผิวหนังที่ดื้อต่อยาทา อาจใช้วิธีฉีดยาสเตียรอยด์ เช่น   
   ไตรแอมซิโนโลน อะเซโทไนด์ เข้าไปในรอยโรค

4 สำหรับอาการข้ออักเสบ ให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อบรรเทาอาการอักเสบ

5 ในรายที่เป็นรุนแรง หรือดื้อต่อยารักษา อาจต้องใช้ยาชนิดกิน เช่นยาซอลาเรน (psolaren) ร่วมกับการ
   ฉายแสง อัลตราไวโอเล็ต ชนิดเอ การให้กินยากลุ่มเรตินอยด์ เมทโทรเทรกเซต ( methotrexate) หรือ
   ไซโคลสปอร์รีน (cyclosporine) วิธีการรักษาเหล่านี้ควรให้แพทย์ทางโรคผิวหนังเป็นผู้ดูแลอย่าง
   ใกล้ชิด

ข้อแนะนำ
1 โรคนี้มักมีอาการเป็นๆหายๆ เรื้อรัง โดยมีบางช่วงที่อาจหายดีเหมือนปกติ แต่สักพักอาการก็กลับกำเริบ
   มาใหม่อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีภาวะความเครียดทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ ดังนั้นจึงควรติดต่อรักษา
   กับแพทย์คนใด คนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรเปลี่ยนหมอหรือโรงพยาบาลบ่อย
2 โรคนี้แม้จะเป็นแบบเรื้อรัง แต่มักจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แม้จะมีรอยโรคแลดูน่าเกลียดแต่ก็ไม่ได้
    เป็นโรค ติดต่อ บางคนเรียกโรคนี้ว่าโรคเรื้อนกวาง (ไม่เกี่ยวข้องกับโรคเรื้อน) สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น
   ได้อย่างปกติ 
   ไม่ได้เป็นโรคร้ายอะไร ควรอธิบายให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดทั่วไปเข้าใจ.ด้วย จะได้ช่วยกันให้การดูแล กำลัง
   ใจแก่ ผู้ป่วย
3 ผู้ป่วยในแต่ละรายอาจมีอาการรุนแรงที่แตกต่างกันไป บางรายอาจมีผื่นขึ้นเฉพาะที่ ไม่ลุกลามออกไป แต่
  
ใน บางรายอาจทวีความรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยทั่วไปถ้าเริ่มมีอาการครั้งแรกเมื่ออายุยังน้อย ก็จะมีโอกาส
   เกิด ความรุนแรงมากขึ้น
4 โรคนี้อาจแสดงอาการได้หลายแบบ และอาจคล้ายกับโรคผิวหนังชนิดอื่นๆ เช่น กลาก / โรคเชื้อราแคนดิดา /
   ผื่นแพ้จากกรรมพันธุ์ / ผื่นพีอาร์ / รังแค เป็นต้น ดังนั้นถ้าให้การดูแลรักษาอาการข้างต้นไม่ได้ผลควรนึก
   ถึง โรคโซริอาซิสด้วย
5 เพื่อป้องกันมิให้โรคกำเริบ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวตาทต่อไปนี้
   - หลีกเลี่ยงการกินยาหม้อที่มีสารหนู (อาจช่วยให้อาการทุเลาบ้าง แต่ถ้ากินติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้
     เป็น มะเร็งได้)  เลี่ยงการซื้อบยาชุด ยาสมุนไพร ยาลูกกลอนมากินเอง เพราะอาจแพ้ยา ทำให้เกิดอาการ
     กำเริบได้
     หรือยาสเตียรอยด์ที่ผสมอยู่ในยาลูกกลอน แม้ว่าในระยะแรกอาจช่วยให้โรคทุเลา แต่เมื่อหยุดยาก็อาจทำ
     ให้ โรคกำเริบรุนแรงได้
   - ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ พยายามอย่าอดนอน หรือทำงานตรากตรำงานหนัก
   - พยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้เกิด ภาวะเครียด โดยออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ ทำงานอดิเรก
   - หลีกเลี่ยงการเกิดรอยขีดข่วนถูกผิวหนัว
   - ควรให้ผิวหนังได้ถูกแดด แต่ไม่ควรให้ถูกแดดนานเกินไป ยกเว้นในรายที่แพ้แดด - 


โรคเชื้อราผิวหนัง

posted on 04 Aug 2009 17:21 by geevon  in knowlage

การติดเชื้อราคืออะไร

การติดเชื้อราที่ผิวหนังเกิดจากเชื้อราลุกลามเข้าเซลล์โดยเฉพาะเซลล์ที่ตายเช่น เล็บ หนังกำพร้า ผม เชื้อที่เป็นสาเหตุได้แก่ Microsporum,Trichophyton,Epidermophyton โรคเชื้อราจะพบได้ทั่วโลกขึ้นกับชนิดของเชื้อรา อุณหภูมิ ความชุ่มชื้นของอากาศ สุขภาพ และความสะอาด ผื่นที่มีลักษณะของการมีขุย ผื่นสีแดง ขอบอาจจะชัดหรือไม่ชัด กลมหรือรีให้นึกถึงโรคง่ายๆ 2 โรคคือผื่นแพ้ eczema และเชื้อราดังนั้นควรขูดขุยเพื่อตรวจหาเชื้อรา โรคที่พบได้บ่อยๆ เชื้อราสามารถเกิดที่ไหนของร่างกายก็ได้ เช่นเกิดที่ขาหนีบที่เราเรียก สังคังหรือ Tinea cruris เกิดที่เท้าเรียกTinea pedis หรือฮ่องกงฟุต เกิดที่หน้าเรียกTinea facii เกิดตามตัวเรียก Tineacoporis

บริเวณที่เป็นได้ง่ายได้แก่บริเวณที่ชื้น เหงื่ออกมาก การระบายอากาศไม่ดี

ชนิดของกลาก

  1. กลากตามผิวหนัง เช่น ใบหน้า ลำตัว แขน-ขา รักแร้ มือ ง่ามเท้า ฝ่าเท้า และบริเวณขาหนีบ (สังคัง) ผื่นจะเริ่มเป็นตุ่มแดงและขยายวงกว้างขึ้น ขอบจะมีลักษณะนูนแดง มีขุยขาวๆ ที่ขอบ มักมีอาการคันมาก สำหรับกลากที่ง่ามเท้า – ฝ่าเท้าที่เรียกว่า ฮ่องกงฟุต ผิวหนังจะเป็นแผ่นขาวยุ่ยๆ ลอกได้ หรืออาจเป็นสะเก็ด มีกลิ่นและคันมาก
  2. กลากที่เล็บมักเป็นเรื้อรังอาจไม่มีอาการคันหรือเจ็บ มักเกิดที่ปลายเล็บหรือด้านข้างของเล็บก่อน เล็บจะด้านกลายเป็นสีน้ำตาล ขาวขุ่น มีลักษณะขรุขระ เปื่อยยุ่ย และตัวเล็บอาจแยกจากหนังใต้เล็บได้
  3. กลากที่ศีรษะ ส่วนมากพบในเด็กติดต่อกันได้ง่าย ลักษณะที่พบคือ ผมร่วงเป็นหย่อม เส้นผมหักเป็นจุดดำๆ หนังศีรษะบริเวณที่ผมร่วงเป็นสะเก็ด ในรายเป็นรุนแรงจะมีตุ่มหนองรอบรูขุมขนและลุกลามกลายเป็นก้อนนูนมีน้ำเหลืองกรัง เรียกว่า “ชันนะตุ”

การติดต่อ<

สามารถติดต่อคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง คนได้รับเชื้อนี้จากคน จากเชื้อที่อยู่บนดิน สัตว์เช่น แมว สุนัข

การป้องกัน

  • ห้ามใช้ของร่วมกับคนอื่น เช่น หวี หมวก รองเท้า
  • รักษาความสะอาดบริเวณที่อับเช่น ขาหนีบ ซอกนิ้ว อาบน้ำเสร็จแล้วซับให้แห้งโรยแป้งฝุ่น
  • คอยตรวจรองเท้าอย่าให้แคบไป
  • หลังว่ายน้ำต้องเปลี่ยนเป็นผ้าแห้ง
  • รักษาความสะอาดของที่ใช้ร่วมกัน เช่น ห้องน้ำ เครื่องสุขภัณฑ์
  • หลีกเลี่ยงสัมผัสกับผู้ที่เป็นโรค
  • ให้รีบรักษาผู้ที่เป็นโรคด้วยยาที่เหมาะสม

การปฏิบัติตนเมื่อเป็นกลากเกลื้อน

  1. รักษาความสะอาดของร่างกายให้ทั่วถึงอย่างสม่ำเสมอ อาบน้ำฟอกสบู่และเช็ดตัวให้แห้งทุกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณซอก เช่น รักแร้ ขาหนีบ ง่ามเท้า เป็นต้น
  2. ตัดเล็บมือ เล็บเท้าให้สั้น หมั่นล้างมือให้สะอาดและอย่าเกาเพราะจะทำให้เชื้อลุกลามไปที่อื่นได้
  3. ป้องกันการแพร่เชื้อ โดยแยกเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ไม่ใช้ปะปนกันและควรซักทำความสะอาดตากแดดให้แห้งทุกครั้ง
  4. ควรมาทำการตรวจรักษาจากแพทย์ เพื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
  5. การรักษาเชื้อราที่ผิวหนัง โดยทั่วไปจะใช้ยาทาวันละ 2-3 ครั้ง ติดต่อกันจนกว่าผื่นจะหาย โดยทายาที่ผื่นและบริเวณใกล้เคียงโดยรอบหลังจากผื่นหายแล้วควรทายาต่ออีกประมาณ 2 สัปดาห์ และอย่าใช้มือเปื้อนยาขยี้ตา สำหรับเชื้อราที่เล็บและหนังศีรษะการรักษายุ่งยากกว่า ต้องใช้ยารับประทาน

มารู้จักผิวหนัง

posted on 31 Jul 2009 18:00 by geevon  in knowlage

ก่อนการบำรุงผิวของเรานั้น มารู้จักชั้นผิวกันก่อน     ผิวของเรามีด้วยกัน 3 ชั้น  โดยทำหน้าที่ต่างกัน 1. ชั้นหนังกำพร้า คือ ผิวชั้นนอกสุด ปกคลุมร่างกาย ผิวชั้นนี้มีหน้าที่ ผลิตเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์ผิวที่ตายแล้วอยู่เรื่อยๆ 2. ผิวชั้นที่สอง ถัดจากชั้นหนังกำพร้าลึกลงมา มีความหนาถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของโครงสร้างผิว เป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่สำคัญต่างๆ  ผิวชั้นนี้ทำหน้าที่ผลิตน้ำมันและเหงื่อ เป็นการช่วยป้องกันผิวจากเชื้อโรคต่างๆ 3. ผิวชั้นในสุด และจะเป็นไขมันเสียส่วนใหญ่ ผิวชั้นนี้ทำหน้าที่ป้องกันอวัยวะส่วนอื่นๆ ใต้ผิวหนัง  ช่วยทำให้ผิวหนังมีความหนาและนุ่ม ซึ่งคนที่รูปร่างอวบจะเห็นได้ชัดกว่าคนที่รูปร่างผอม  ทุกครั้งที่เกิดการสูญเสียพลังงาน ผิวหนังชั้นนี้จะทำหน้าที่คล้ายผ้าห่ม ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น

อาหารผิว

posted on 26 Jul 2009 13:50 by geevon  in knowlage
Niacin / Vitamin B3
ไนอาซินหรือวิตามินบี 3 เป็นวิตามินตัวเดียวที่ร่างกายสังเคราะห์ได้จากกรดอะมิโน ช่วยบำรุงสมองและประสาท รักษาสุขภาพของผิวหนัง ลิ้น และเนื้อเยื่อของระบบย่อยอาหาร จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศ และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ไนอาซินมีในอาหารทั่วไปที่ได้จากสัตว์และพืช แหล่งที่มีมากคือ เนื้อสัตว์, เนื้อปลา, ถั่ว, ข้าว, เครื่องในสัตว์ แหล่งที่มีปานกลางได้แก่ มันฝรั่ง, ธัญพืช, แหล่งที่มีน้อยคือ น้ำนม, ไข่, ผัก และผลไม้


วิตามินเอ
วิตามินเอ มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ เรตินอยด์ (Retinoids) และแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) วิตามินเอเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยในเรื่องการป้องกันการเสื่อมอายุของผิวหนัง การซ่อมแซมผิวหนังที่เสียไป นอกจากนี้วิตามินเอยังมีความสำคัญต่อกระบวนการเติบโตของผิวหนัง และเป็นสารสำคัญที่ช่วยทำให้ผิวหนังมีการทำงานอย่างปกติ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันมะเร็งและเสริมสุขภาพตา แหล่งอาหารที่พบคือ ไข่, นม, เนย, ปลาแซลมอน, ปลา Halibut, ผักใบเขียว เช่น บร็อกโคลี, ผักโขม, แอสพารากัส, มะละกอ, แคนตาลูป, มะเขือเทศ, ฟักทอง



วิตามินบี-คอมเพล็กซ์
วิตามินในกลุ่มนี้ มีความสำคัญต่อสุขภาพผิวหนังเป็นอย่างมาก ช่วยในกระบวนการผลิตพลังงานภายในเซลล์ เช่น วิตามินบี 2 ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ วิตามินบี 3 ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และทำให้ผิวหนังไม่ซีด วิตามินบี 12 ช่วยในการแบ่งเซลล์ วิตามินบี 9 ช่วยในเรื่องการแบ่งและเจริญเติบโตของเซลล์ นอกจากนี้ กรดโฟลิกยังช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง แหล่งอาหารที่พบมากคือ บร็อกโคลี, มันฝรั่ง, เห็ด, แครอท, มะเขือเทศ, กะหล่ำปลี, ผักโขม, กล้วย, แอปเปิ้ล, มะเขือ, ผลไม้ในกลุ่มส้ม, ไข่, เนื้อไก่, เนื้อปลาแซลมอน และปลาทูน่า


Vitamin C
วิตามินซีเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยในการสังเคราะห์และช่วยกระตุ้น การสร้างคอลลาเจน ทั้งนี้คอลลาเจนจะไม่สามารถทำงานได้หากขาดวิตามินซี นอกจากนี้วิตามินซียังมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว และชะลอการเกิดริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การใส่ใจดูแลตัวเองด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่สม่ำเสมอ นับเป็นหนึ่งในเคล็ดลับความงามที่พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ WP ก็เชื่อว่า ถ้าเรามีความตั้งใจจริงก็สามารถสร้างสรรค์ตัวเองให้ดูสวยอ่อนเยาว์ได้โดยไม่ต้องพึ่งเทคนิคศัลยกรรม ยิ่งโดยเฉพาะในยุคนี้ มีอาหารเสริมวิตามินรสชาติอร่อยมากมายมาให้เลือกเป็นทางลัดด้วยแล้ว ยิ่งสบาย งั้นเรามาเริ่มกแนและดื่มเพื่อผิวพรรณกันตั้งแต่นี้เลย...ดีไหม

แต่งหน้าใสๆ

posted on 26 Jul 2009 13:44 by geevon  in knowlage

สาวๆ อายุยังน้อย ผิวหน้าก็ยังใสๆ ขอแนะนำการแต่งหน้าแบบโชว์ความสดของผิวสาวๆ ของเรา โดยทาผิวหน้าเพียงใช้แค่กันแดด เบสกับแป้งแข็ง หากมีสิวหรือมีแผลก็สามารถทารองพื้นเนื้อบางเบาสูตรน้ำก่อน ส่วนสีทาเปลือกตาอาจใช้เป็นโทนชมพูมีประกายวิ้งๆ หรือน้ำตาลอ่อนทาบางๆ ที่เปลือกตาเพียงสีเดียว แต่เราจะเน้นที่อายไลเนอร์เพื่อเพิ่มความกลมโตของดวงตา โดยเขียนเป็นเส้นให้ชิดขนตาและปลายหางตา ตวัดเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ดวงตาดูตก อาจเลือกเป็นดินสอหรือแบบน้ำ หากมือใหม่ขอแนะนำแบบดินสอจะสะดวกกว่า ปัดแก้มด้วยสีชมพูอ่อนๆ บนพวงแก้ม จบที่ลิปกลอสสีอ่อนๆ เลือกสีตามโทนเสื้อผ้าได้เลยค่ะ อย่าลืมแต่งหน้าสวยกัน แล้วล้างหน้าให้สะอาดก่อนนอนด้วย ผิวสวยๆ จะได้อยู่กับเรานานๆ